News

เสียงกระซิบจากโลงศพ: เมื่อฉันตื่นขึ้นมากลางงานศพของตัวเอง

เพื่อฟังแผนฆาตกรรมฮุบเงินประกันจากสามีและน้องสาวทรยศ!

ความเย็นเยียบคือสิ่งแรกที่ฉันสัมผัสได้ กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นและควันธูปลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่แสนอึดอัด ฉันพยายามจะขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายของตัวเองหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหินผา เปลือกตาของฉันปิดสนิท แต่โสตประสาทกลับเริ่มทำงานอย่างชัดเจน เสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์เพิ่งจบลงไป ตามมาด้วยเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ

ฉันอยู่ที่ไหน? คำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัว ก่อนที่ความทรงจำสุดท้ายจะไหลย้อนกลับมา ฉันจำได้ว่าตัวเองปวดท้องอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก และล้มลงในห้องครัว จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป…

และตอนนี้ ฉันกำลังนอนอยู่บนเบาะซาตินที่คับแคบ ในสถานที่ที่ฉันตระหนักได้ในเวลาต่อมาว่ามันคือ ‘โลงศพ’ ของฉันเอง! พวกเขาจัดงานศพให้ฉันมาตั้งแต่เช้า หมอคงลงความเห็นว่าฉันหัวใจวายและเสียชีวิตไปแล้ว แต่ความจริงคือฉันยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของฉันอาจจะอยู่ในสภาวะช็อกจนชีพจรเต้นอ่อนถึงขีดสุด หรือไม่ก็เป็นผลจาก ‘บางสิ่ง’ ที่ทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพเหมือนคนตาย

ฉันกำลังจะรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อกรีดร้องและผลักฝาโลงที่เปิดแง้มไว้ออกไป แต่แล้ว… เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างโลงศพของฉัน

“พี่กฤต… งานสวดคืนแรกผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ ไม่มีใครสงสัยอะไรเลย” เสียงหวานใสที่คุ้นหูดังขึ้น มันคือเสียงของ ‘เมย์’ น้องสาวแท้ๆ ของฉันเอง น้องสาวที่ฉันรักและส่งเสียให้เรียนจนจบ

“ใช่… ทุกอย่างราบรื่นมาก” เสียงทุ้มต่ำตอบกลับมา หัวใจที่เพิ่งกลับมาเต้นของฉันกระตุกวูบ นั่นคือ ‘กฤต’ สามีที่ฉันรักหมดหัวใจ ผู้ชายที่สาบานว่าจะดูแลฉันไปจนแก่เฒ่า

ฉันสัมผัสได้ถึงมือที่คุ้นเคยของกฤตเอื้อมลงมาในโลงศพ นิ้วของเขาสัมผัสที่ลำคอของฉัน มันไม่ใช่สัมผัสแห่งความอาลัยอาวรณ์ แต่เขากำลังปลดตะขอ ‘สร้อยคอทองคำ’ เส้นโปรดที่ฉันใส่ติดตัวไว้เสมอ สร้อยเส้นนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน

ฉันรู้สึกถึงสายสร้อยที่ถูกดึงออกไปจากคออย่างเลือดเย็น ก่อนจะได้ยินเสียงกฤตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“รินเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้วล่ะ… เมย์เอาไปใส่เถอะนะ มันเหมาะกับเมย์มากกว่า”

ความโกรธและความสับสนพุ่งพล่านในอก ฉันแทบอยากจะลืมตาขึ้นมาบีบคอคนทั้งคู่ แต่สัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้ฉัน ‘นิ่งสงบ’ ฉันยังไม่เปิดฝาโลง ฉันยังไม่กรีดร้อง ฉันเลือกที่จะนอนนิ่งๆ เป็นศพที่ตายแล้ว เพื่อฟังบทสนทนาที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตฉันไปตลอดกาล

“ขอบคุณค่ะพี่กฤต” เมย์หัวเราะคิกคักเบาๆ อย่างไม่เกรงใจวิญญาณของพี่สาวที่เธอกำลังยืนมองอยู่ “แล้ว… เรื่องเงินประกันชีวิตห้าแสนของพี่รินล่ะคะ เราจะได้เมื่อไหร่? เมย์อยากย้ายไปอยู่คอนโดใหม่กับพี่กฤตใจจะขาดแล้ว ไม่อยากทนเห็นหน้าพวกญาติๆ ที่น่ารำคาญพวกนี้แล้ว”

“ใจเย็นๆ สิที่รัก รอให้เผาศพรินเสร็จเรียบร้อยก่อน เอกสารมรณบัตรก็ออกแล้ว อีกไม่กี่วันบริษัทประกันก็คงโอนเงินห้าแสนเข้าบัญชีพี่ ถึงตอนนั้นเราก็เอาเงินไปตั้งตัวด้วยกันอย่างที่ฝันไว้ไง” กฤตพูดพลางดึงร่างของน้องสาวฉันเข้าไปกอด จูบเบาๆ ที่หน้าผากของเธอ

น้ำตาของฉันไหลรินอยู่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท เงินประกันแค่ห้าแสนบาท… เงินเพียงแค่นี้แลกกับชีวิตของฉัน? สามีที่ฉันไว้ใจแอบลักลอบเป็นชู้กับน้องสาวแท้ๆ ของฉันมานานแค่ไหนแล้ว? พวกเขาเหยียบย่ำความรักของฉันเพื่อผลประโยชน์ที่น่าสะอิดสะเอียน

แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแหลกสลายและแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นที่เยือกเย็นที่สุด คือประโยคถัดมาของพวกเขา…

“โชคดีจริงๆ นะคะ ที่หมอชันสูตรศพไม่ได้ตรวจละเอียด คิดว่าเป็นแค่อาการหัวใจวายเฉียบพลัน…” เมย์กระซิบ “ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่พี่กฤตหามานี่ได้ผลดีเยี่ยมเลยล่ะค่ะ”

“มันต้องดีอยู่แล้วสิ พี่วางแผนมาเป็นเดือน” กฤตยิ้มเยาะ “แต่พี่ก็ต้องยกความดีความชอบให้เมย์นะ… ถ้าเมย์ไม่เป็นคนอาสา ‘ชงชามะนาวแก้วสุดท้าย’ แก้วนั้นไปให้รินกินถึงที่เตียง รินก็คงไม่ตายใจและดื่มมันจนหมดหรอก จริงไหม?”

“ก็พี่รินเขารักและไว้ใจเมย์ที่สุดนี่คะ ใครจะไปคิดล่ะว่าน้องสาวที่แสนดี จะใส่ยาพิษลงไปในเครื่องดื่มของพี่สาวตัวเอง” เมย์หัวเราะอย่างเลือดเย็น

วินาทีนั้น… ความเศร้าเสียใจทั้งหมดของฉันระเหยหายไปในอากาศ เหลือเพียงความโกรธแค้นที่ลุกโชนดั่งไฟนรก ชามะนาวแก้วนั้น… ชาที่น้องสาวของฉันยกมาให้ด้วยรอยยิ้ม ชาที่ฉันดื่มเข้าไปเพราะความไว้ใจ ก่อนที่ร่างกายของฉันจะชาหนึบ หัวใจเต้นช้าลงจนเหมือนคนตาย ยาพิษนั่นคงออกฤทธิ์ทำให้ร่างกายของฉันหยุดทำงานไปชั่วขณะ แต่โชคชะตาคงยังไม่อยากรับวิญญาณของฉันไป จึงปล่อยให้ฤทธิ์ยาสลายไปและปลุกฉันให้ตื่นขึ้นมารับรู้ความเลวทรามของพวกมัน

ฉันได้ยินเสียงแขกเหรื่อเริ่มทยอยเดินกลับเข้ามาในศาลา กฤตและเมย์รีบผละออกจากกัน แสร้งทำหน้าเศร้าโศก บีบน้ำตาหน้าโลงศพของฉัน

“ฮือๆๆ พี่รินคะ พี่รินไม่น่าด่วนจากพวกเราไปเลย เมย์รักพี่รินนะคะ” เมย์ร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง

“ริน… คุณทิ้งผมไปแบบนี้ ผมจะอยู่ยังไง” กฤตสะอื้นพลางเอามือลูบที่ขอบโลงศพ

นี่คือเวลาของฉันแล้ว…

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีในร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัว ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาในความมืดของโลงศพ ดวงตาของฉันปรับโฟกัสไปยังแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาทางช่องฝาโลงที่เปิดแง้มไว้

ฉันยกมือทั้งสองข้างขึ้น ดันฝาโลงศพไม้ที่หนักอึ้งอย่างสุดแรง!

เอี๊ยด… ปัง!!

ฝาโลงศพถูกผลักเปิดออกจนหงายไปกระแทกกับผนังด้านหลัง เสียงดังสนั่นทำให้ทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบสงัดราวกับป่าช้า เสียงสวดมนต์ เสียงร้องไห้ ทุกอย่างหยุดชะงัก แขกนับร้อยคนที่มาร่วมงานต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง จ้องมองมาที่โลงศพเป็นตาเดียว

กฤตและเมย์ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดสะดุ้งสุดตัว พวกเขาค่อยๆ หันกลับมามองที่โลงศพอย่างช้าๆ

ร่างกายของฉันที่สวมชุดลูกไม้สีขาวสำหรับคนตาย ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรงกลางโลงศพ ผมที่ถูกจัดทรงไว้ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางสำหรับศพซีดเผือด แต่ดวงตาของฉันกลับเบิกกว้างและจ้องมองตรงไปยังชู้รักทั้งสองด้วยสายตาที่เยือกเย็นและอาฆาตที่สุด

“พ… พี่ริน! ผะ… ผีหลอก!!” เมย์กรีดร้องเสียงหลง สร้อยคอทองคำของฉันที่เธอเพิ่งสวมหลุดมือร่วงลงพื้น ขาของเธออ่อนยวบจนทรุดลงไปกองกับพื้นศาลา

กฤตหน้าซีดไร้สีเลือด ร่างกายสั่นเทาราวกับคนจับไข้ เขาถอยหลังกรูดไปชนกับเก้าอี้จนล้มระเนระนาด “ร… ริน… คุณ… คุณยังไม่ตาย!?”

แขกในงานเริ่มส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งหนีกันอลหม่าน แต่ฉันไม่สนใจใครทั้งนั้น ฉันค่อยๆ ก้าวขาข้ามขอบโลงศพ เหยียบลงบนพื้นศาลาอย่างมั่นคง ฉันเดินตรงเข้าไปหาเมย์และกฤตที่กำลังคลานหนีด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

“ตกใจเหรอคะคุณสามี? ตกใจเหรอจ๊ะน้องสาวที่รัก?” ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ดังก้องไปทั่วศาลา

“ช… ช่วยด้วย! ผีหลอก!” เมย์พยายามตะเกียกตะกายหนี

ฉันก้มลงคว้าคอเสื้อของเมย์ กระชากเธอขึ้นมาประจันหน้า “ฉันไม่ใช่ผี… ฉันเป็นคน! คนที่แกสองคนเพิ่งจะพยายามฆ่าเพื่อแลกกับเงินประกันห้าแสนยังไงล่ะ!”

ประโยคนั้นทำให้แขกที่ยังเหลืออยู่และญาติผู้ใหญ่ที่กำลังจะวิ่งหนีหยุดชะงัก ทุกคนหันมามองด้วยความตกตะลึง

“แกพูดเรื่องอะไรนังริน! แกฟื้นขึ้นมาก็เสียสติไปแล้วเหรอ!” กฤตพยายามแก้ตัวเสียงสั่น แต่สายตาของเขาลุกลี้ลุกลน

ฉันแสยะยิ้ม “เสียสติงั้นเหรอ? ฉันได้ยินทุกอย่าง! ตั้งแต่ตอนที่แกเอาสร้อยคอของฉันไปสวมให้มัน ได้ยินเรื่องที่พวกแกแอบคบชู้กัน และที่สำคัญที่สุด… ฉันได้ยินเรื่อง ‘ชามะนาวผสมยาพิษ’ ที่พวกแกตั้งใจเอามาให้ฉันกิน!”

“ไม่จริง! พี่รินโกหก! พี่รินใส่ร้ายเมย์!” เมย์ร้องไห้ฟูมฟาย

“งั้นเราก็ไปพิสูจน์กันที่โรงพยาบาลและสถานีตำรวจ!” ฉันตวาดลั่น “สารพิษมันยังตกค้างอยู่ในเลือดของฉันแน่ๆ และถ้วยชามะนาวใบนั้นที่แกเอามาให้ฉันกิน มันยังวางอยู่ในอ่างล้างจานที่บ้านเพราะพวกแกยังไม่ได้ล้าง! ตำรวจจะต้องตรวจเจอคราบยาพิษและรอยนิ้วมือของแกอย่างแน่นอน!”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘ตำรวจ’ และ ‘หลักฐาน’ กฤตและเมย์ก็หน้าถอดสี หมดสิ้นหนทางแก้ตัว กฤตพยายามจะวิ่งหนีออกไปทางหน้าวัด แต่ญาติผู้ชายของฉันและแขกในงานที่เริ่มเข้าใจสถานการณ์ได้ช่วยกันวิ่งเข้าไปล็อกตัวเขาเอาไว้กดลงกับพื้น ส่วนเมย์ก็นั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่ในวงล้อมของสายตาที่รังเกียจจากทุกคน

ฉันยืนมองภาพความพินาศของคนทรยศทั้งสองคนด้วยหัวใจที่เย็นชา ฉันไม่หลงเหลือความรักหรือความผูกพันใดๆ ให้พวกเขาอีกต่อไปแล้ว เงินห้าแสนบาทและตัณหาความโลภได้ทำลายความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจนหมดสิ้น

“โทรเรียกตำรวจ” ฉันหันไปบอกญาติผู้ใหญ่ที่ยืนอึ้งอยู่ “บอกพวกเขาว่า มีคดีพยายามฆ่าและฉ้อโกงเงินประกัน… และผู้เสียหาย เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อมาทวงความยุติธรรม”

เสียงไซเรนรถตำรวจดังแหวกความมืดมิดของคืนนั้น กฤตและเมย์ถูกสวมกุญแจมือและลากตัวออกไปจากงานศพกำมะลอของฉัน พวกเขาต้องเผชิญกับข้อหาหนักที่จะทำให้พวกเขาต้องชดใช้กรรมในคุกไปอีกนานแสนนาน

ฉันก้มลงหยิบสร้อยคอทองคำของแม่ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่น สวมมันกลับคืนสู่ลำคอของตัวเอง… สร้อยเส้นนี้ แม่ให้ฉันไว้เพื่อคุ้มครอง และมันก็คุ้มครองฉันให้รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์

ฉันหันกลับไปมองโลงศพที่ว่างเปล่าของตัวเอง ก่อนจะสั่งให้สัปเหร่อเอาโลงศพนั้นไปเผาทิ้งเสีย

งานศพของ ‘ริน’ คนเก่าที่แสนดีและโง่เขลาได้จบลงแล้ว… แต่นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของฉัน ชีวิตที่แข็งแกร่ง เยือกเย็น และจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายหรือหักหลังได้อีกเป็นอันขาด.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!